bookmark_borderคอลลาเจนหาได้จากไหนและกินยังไงให้ได้ผลดีที่สุด

       คอลลาเจน คือ เส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ช่วยทำให้ผิวหนังเต่งตึง เรียบเนียน และยังช่วยให้กระดูกข้อต่อ มีความยืดหยุ่นไม่เปราะบางง่าย  ปกติแล้วคอลลาเจนเป็นสิ่งที่ร่างกายของมนุษย์สามารถสร้างขึ้นมาเองได้  หรือไม่ก็ได้มาจากอาหารทานเข้าไป แต่ถ้าอายุมากขึ้นเกิน 30 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสังเคราะห์คอลลาเจนได้น้อยลง ยิ่งในคนที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ คนที่สูบบุหรี่ รวมถึงคนที่มีความเครียด คอลลาเจนจะเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย

     ถ้าร่างกายของคุณได้รับคอลลาเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะเกิดผลกระทบทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น มีริ้วรอยดูแก่กว่าวัยอันควร เพราะฉะนั้นหลายคนจึงนิยมหาอาหารเสริมคอลลาเจนมากินเพื่อบำรุงผิวพรรณและสุขภาพ

 เราจะหา “คอลลาเจน” ได้จากที่ไหนบ้าง

1.ร่างกายสร้างขึ้นมาได้เอง  โดยที่ร่างกายแต่ละคนจะสร้างคอลลาเจนออกมาได้ไม่เท่ากันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมหรือยีน ซึ่งสังเกตได้จากบางครอบครัวอาจจะดูแก่เร็ว บางครอบครัวก็ดูแก่ช้า  แต่ก็มีวิธีที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์สร้างคอลลาเจนออกมาได้มากๆ นั่นก็คือการออกกำลังกาย   เห็นได้จากคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะดูอ่อนเยาว์ไม่แก่ง่าย  

  1. อาหารที่กินเข้าไป เมื่ออายุเยอะขึ้นร่างกายจะสร้างคอลลาเจนได้ไม่ดีพอ เราสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เพิ่มขึ้น โดยการเลือกทานอาหารที่มีคอลลาเจนจำนวนมากเข้าไป  ประเภทสัตว์ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทู เอ็นหมู เอ็นวัวและกระดูกอ่อน ประเภทผักเช่น  มะเขือเทศ แครอท คะน้า ผักโขม บล็อกโคลี ประเภทผลไม้ เช่นส้ม สตอเบอรี่ ราสเบอร์รี่ อะโวคาโด  สาร่ายทะเล ไข่ไก่ เห็ด เป็นต้น
  2. อาหารเสริม ถ้าหากคุณทานอาหารในหนึ่งวันไม่ครบ 5 หมู่ คอลลาเจนที่ได้รับอาจน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ   ดังนั้นจึงต้องหาตัวช่วยเช่นอาหารเสริมคอลลาเจนชนิดต่างๆที่มีขายตามท้องตลาดมากมาย  ซึ่งส่วนใหญ่มักทำมาจากหนังปลา เดร็ดปลา หนังวัว หนังหมู เป็นต้น

การกินคอลลาเจนที่ให้ได้ผลดีที่สุด

1.กินแล้วต้องดื่มตามไปมากๆ  นั่นก็เพราะคอลลาเจนต้องการสารละลายในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นหากเราดื่มน้ำน้อยจนไม่เพียงพอร่างกายก็จะไม่สามารถดูดซึมคอลลาเจนเอาไปใช้ได้

  1. ต้องกินคู่กันกับวิตามินซี เพราะวิตามินซีจะไปช่วยให้ร่างกายดูดซึมคอลลาเจนได้อย่างรวดเร็ว

3.ในการกินคอลลาเจนชนิดเม็ด หรือ น้ำ เราจะต้องกินตอนเช้าขณะท้องว่างหรือก่อนกินข้าวเช้า 30 นาที เนื่องจากจะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมได้ดียิ่งขึ้น แต่ไม่ควรกินเกิน 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจให้เกิดอันตรายได้

      เพื่อรักษาคอลลาเจนให้อยู่ในร่างกายได้นานขึ้น เราก็ควรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันของเราเช่นทาครีมกันแดด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมากๆ และออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

bookmark_borderส่วนประกอบของหูมีอะไรบ้าง

ส่วนประกอบของหู แบ่งได้เป็น 3 ชั้น ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ 

1.) หูชั้นนอกประกอบด้วย ใบหู และช่องหู ซึ่งใบหูจะทำหน้าที่ป้องกันนสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่รูหู และทำหน้าที่นำเสียงเข้าสู่รูหูอีกด้วย ส่วนของช่องหูด้านนอกจะมีขนและต่อมสร้างขี้หู ทำหน้าที่สร้างขี้หูซึ่งมีประโยชน์ออกมา ซึ่งหูชั้นนอกจะทำหน้าที่เหมือนเครื่องขยายเสียงและส่งผ่านเสียงไปยังหูชั้นกลาง 

2.) หูชั้นกลางประด้วย กระดูกชิ้นเล็กๆ 3 ชิ้น คือ กระดูกรูปค้อน(Malleus) กระดูกรูปทั่ง(Incus) และกระดูกรูปโกลน (Stapes)จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงจากหูชั้นนอกที่มากระทบเยื่อแก้วหูให้เกิดการสั่นสะเทือนแล้วส่งต่อการสั่นสะเทือนเข้าสู่หูชั้นใน และนอกจากนี้หูชั้นกลางยังมีกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ป้องกันเสียงที่ดังมากๆไม่ให้เข้าไปทำลายหูชั้นใน 

3.) หูชั้นในประกอบไปด้วยส่วนรับฟังเสียงเรียกว่าคอเคลีย (Cochlea) มีลักษณะเป็นท่อขดเป็นรูปก้นหอยซึ่งจะมีของเหลวบรรจุอยู่ภายใน มีเซลล์ขนที่มีความไวต่อการตอบสนองของการสั่นสะเทือนโดยจะเชื่อมต่อกับเส้นประสาทรับเสียง แล้วส่งผ่านสัญญาณเสียงที่มาจากเซลล์ขนไปยังศูนย์กลางการได้ยินในสมอง และนอกจากนี้ภายในหูชั้นในจะมีโครงสร้างที่หน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมระบบการทรงตัวอของร่างกาย 

ส่วนมากจะเจออาการบาดเจ็บจากหูชั้นนอกมากที่สุด เนื่องจากเป็นบริเวณที่คนไข้สามารถแคะถึงโดยใช้ไม้แคะหูหรือไม้ปั่นหู คนไข้ส่วนมากเข้าใจผิดคิดว่าขี้หูเป็นสิ่งสกปรกจึงพยายามแคะหรือว่าเขี่ยออกมาแต่อันที่จริงแล้วนั้นขี้หูมีประโยชน์ ซึ่งจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ทำให้สภาพสมดุลในช่องหูมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคน้อยลง 

ดังนั้นถ้าเกิดว่าเรามีอาการเจ็บป่วย มีการติดเชื้อของหูชั้นใดชั้นหนึ่งเราก็จะเรียกว่าโรคของหู นอกจากนี้แล้วอาการปวดหูอาจจะเป็นการปวดร้าวมาจากที่อื่น ๆ เพราะมีอวัยวะอื่นใกล้เคียงกันที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทเส้นเดียวกับที่เลี้ยงหู ก็คือเส้นประสาท

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

bookmark_borderเครื่องช่วยฟัง

คุณรู้หรือไม่เครื่องช่วยฟังขนาดเล็กมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร

         หลายคนคงรู้มาบ้างแล้วว่าเครื่องช่วยฟังจะมาทำหน้าที่ช่วยให้เราได้ยินเสียงได้ชัดและดังขึ้น ซึ่งเครื่องช่วยฟังในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ หลายราคา  ซึ่งคนที่พบว่าตัวเองมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเสียงและมีความจำเป็นจะต้องเลือกใช้ เครื่องช่วยฟัง สักอัน มักจะพบกับปัญหาที่ว่า เราควรจะเลือกเครื่องช่วยฟังแบบไหนดี ราคาประมาณที่ใช้แล้วไม่มีผลกระทบกับหูของเราในอนาคต ใช้เครื่องช่วยฟังแล้วจะได้ยินชัดขึ้นจริงไหม

หากซื้อ เครื่องช่วยฟัง ไปแล้วมีปัญหาจะทำอย่างไร อีกหลายคำถามที่คนที่จะต้องใช้เครื่องช่วยฟังครั้งแรกอยากรู้ อันที่จริงแล้วเครื่องช่วยฟังจะมี 3 แบบที่แบบหลักๆที่คนนิยมใช้กันอยู่ในขณะนี้ คือ แบบทัดที่หลังหู   กับแบบที่ใส่ในช่องหูและอย่างสุดท้ายแบบที่เป็นลำโพงในช่องหู ซึ่งสำหรับคนรุ่นใหม่วัยทำงานมักจะชอบเลือกเครื่องช่วยฟังประเภทแบบใส่ให้ช่องหู

เพราะมีขนาดเล็กที่สุดจะต้องมีการสั่งทำซึ่งต้องออกแบบมาเพื่อให้พอดีกับช่องหูของผู้ป่วยแต่ละคนและที่สำคัญเวลาที่เราหูฟังแบบใส่ในช่องหูแล้ว คนภายนอกมักจะมองไม่ออกว่าเรากำลังใช้เครื่องช่วยฟังอยู่เพราะเครื่องช่วยฟังจะมีขนาดเล็กมากและเราสามารถปล่อยผมลงมาให้ปิดบังตรงหูได้ทำให้คนข้างนอกมองไม่เห็นว่าเรากำลังใช้เครื่องช่วยฟังอยู่

ซึ่งหากใครที่กำลังมองหาเครื่องช่วยฟังชนิดอยู่หรือยังติดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้ดีหรือไม่ ลองมาดูข้อเสียของเครื่องช่วยฟังแบบใส่ในหูดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเลือกอีกครั้งก็ได้ค่ะ

          สำหรับข้อดี คือ มีขนาดที่เล็กมาก ทำให้ซ่อนตัวจากสายตาคนรอบข้างได้ซึ่งจะทำให้ไม่มีใครรู้ว่าคุณกำลังใช้เครื่องช่วยฟังอยู่ ซึ่งเครื่องช่วยฟังแบบใส่รูหูจะไม่มีเสียงลมจากข้างนอกรบกวนเพราะมีใบหูกั้นเอาไว้  เป็นเครื่องช่วยฟังแบบไร้สาย ไม่ต้องมีสายมาคอยเกะกะสร้างความรำคาญและที่สำคัญเครื่องช่วยฟังประเภทนี้สามารถคุยโทรศัพท์ด้วยการเอามือถือแนบกับหูได้เลย ทำให้การใช้ชีวิตดูเหมือนคนปกติทั่วไป

          สำหรับข้อเสียของเครื่องช่วยฟังประเภทนี้คือ  จะเปลืองแบตเตอรี่มาก เพราะตัวเครื่องมีขนาดเล็กทำให้ต้องหมั่นเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยๆ และอย่างที่บอกว่าเครื่องมีขนาดเล็กดังนั้นลูกเล่นต่างๆจึงมีไม่มากเพราะไม่สามารถออกแบบปุ่มการทำงานที่ซับซ้อนมากๆได้ และที่สำคัญเครื่องช่วยฟังประเภทใส่ในหูนี้จะไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องการได้ยินเสียงมาก จะใช้ได้ดีกับคนที่มีปัญหาเรื่องการได้ยินเพียงเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น เพราะเครื่องมีขนาดเล็กตัวลำโพงต่างๆจงเล็กตามไปด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นทั้งขอดีและข้อเสียที่นำมาให้พิจารณาประกอบการตัดสินใจก่อนจะซื้อกันนะคะ