bookmark_borderทำความรู้จักกับ “คลองรากฟัน”

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าต้องรักษาคลองรากฟัน

ฟันที่ต้องได้รับการรักษารากฟัน อาจมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • ฟันผุหรือสึกจนทะลุโพรงประสาทฟัน มักเริ่มจากมีอาการเสียวฟันมากเวลาดื่มของร้อนหรือเย็น หรือเมื่อทานอาหารหวาน ๆ และอาจรู้สึกเจ็บเวลาเคี้ยวอาหาร ต่อมาอาการปวดอาจเกิดขึ้นมาได้เอง ปวด ๆ หาย ๆ หรือมีอาการปวดรุนแรงจนนอนไม่หลับ ทำให้ตื่นมาเนื่องจากปวดฟันมาก หากการอักเสบติดเชื้อลุกลาม อาจทำให้มีอาการปวดบวมเหงือกหรือบริเวณใบหน้าได้
  • ฟันแตกลึกถึงโพรงประสาทฟัน มักเกิดจากการเคี้ยวอาหารแข็งหรือกัดโดนของแข็ง มักมีอาการปวดหรือเสียวฟันมากเวลาเคี้ยว
  • ฟันตายเนื่องจากได้รับแรงกระแทกจากอุบัติเหตุ อาจพบว่าฟันเปลี่ยนสี มีสีคล้ำ หรือมีอาการเหงือกบวม มีตุ่มหนอง เป็น ๆ หาย ๆ
  • ฟันที่มีการสูญเสียเนื้อฟันไปมากจนไม่สามารถบูรณะฟันด้วยการอุดฟันหรือทำครอบฟันได้ จำเป็นต้องรักษาคลองรากฟันและใส่เดือยฟันเพื่อให้ครอบฟันหรือวัสดุบูรณะฟันสามารถยึดติดอยู่ได้

วิธีการรักษาคลองรากฟัน

การรักษาคลองรากฟัน เป็นการกำจัดเนื้อเยื่อในโพรงฟันตามด้วยการทำความสะอาดภายในคลองรากฟัน เพื่อให้ปราศเชื้อและอุดคลองรากฟันเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

ขั้นตอนการรักษา เริ่มจากการใส่ยาชา ใส่แผ่นยางกันน้ำลาย จากนั้นจึงกรอฟันเพื่อเปิดทางเข้าสู่โพรงประสาทฟัน กำจัดเนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อออกร่วมกับการล้างคลองรากฟัน และใส่ยาฆ่าเชื้อในคลองรากฟัน เมื่อฟันมีอาการปกติแล้วจะทำการอุดคลองรากฟัน หลังจากนั้นจึงจะทำการบูรณะตัวฟันให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

การรักษาคลองรากฟัน โดยปกติจะใช้เวลาการรักษาประมาณ 1-3 ครั้งขึ้นอยู่กับความยากง่ายและระดับความรุนแรงของการติดเชื้อในฟันแต่ละซี่ หลังการรักษาในแต่ละครั้งอาจพบอาการปวดได้บ้างใน 1-3 วันแรก สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้

bookmark_borderเทคนิคสร้างเสริมภูมิคุ้มด้วยการดูแลสุขภาพสำหรับหน้าฝน

วิธีดูแลสุขภาพ ให้แข็งแรงในทุกฤดู สำหรับคนที่อยากฟิตเฟิร์มสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงดี ไม่ต้องหนาว ๆ ร้อน ๆ กับโรคภัยในแต่ละซีซั่น ลองทำตามเคล็ดลับสุขภาพดีที่เรานำมาฝากกันค่ะ

วิธีดูแลสุขภาพ

  • กิจกรรมดูแลสุขภาพ

ก่อนที่จะกินอะไรเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน เราขอพูดถึงหลักปฏิบัติง่าย ๆ กันก่อน

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ มีผลการศึกษาออกมาแล้วว่าคนที่นอนหลับไม่เพียงพอติดต่อกัน 3 วัน ร่างกายจะอ่อนแอ มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสได้ง่าย ในขณะที่คนนอนหลับประมาณ 7-8 ชม. จะมีอายุยืนยาวมากกว่า นั่นเป็นเพราะการนอนหลับในเวลากลางคืนจะช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง และสำหรับใครที่นอนในห้องปรับอากาศ อย่าปล่อยให้อุณหภูมิห้องแห้งเกินไป เพราะอาจมีผลกระทบกับจมูกและเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจได้

แช่เท้าในน้ำอุ่น วิธีนี้ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ เพราะเป็นการปลุกภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว โดยแช่ตั้งแต่ข้อเท้าลงไปในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 35-40 องศาเซลเซียส ประมาณ 10 นาที จากนั้นเช็ดเท้าให้แห้งทันทีแล้วห่อด้วยผ้าสะอาด ปล่อยให้อุณหภูมิค่อย ๆ เย็นลงจึงค่อยทาโลชั่นบำรุงผิว

ชีวิตคิดบวก สังเกตไหมว่าคนที่มีความสุขมักไม่ค่อยเจ็บป่วยเท่าไร เพราะการคิดในแง่ดีจะช่วยกระตุ้นสมองส่วนซ้ายให้ทำงาน ซึ่งสมองส่วนนี้ช่วยสร้างแอนติบอดี้ได้ด้วย

นั่งสมาธิ การทำสมาธิประมาณ 30 นาที ช่วยให้การทำงานของสมองและระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

เดิน เดิน เดิน การเดินเล่นทุกวันในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์จะช่วยบริหารเส้นเลือดให้ยืดหยุ่น ร่างกายจึงปรับตัวกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงได้ดี

ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน และช่วยป้องกันและดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย

ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ นอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงแล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ และเพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือด ส่งผลให้เซลล์ต่าง ๆ ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี้และเม็ดเลือดขาวเดินทางไปทำลายสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น

Super Healthy Foods

อย่าลืมกินอาหารตามตารางนี้ เพื่อชาร์จพลังร่างกายมีภูมิคุ้มกัน

  • ถั่วชนิดต่าง ๆ
  • โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวชนิดโพรไบโอติกส์ การกินโยเกิร์ต 7 ออนซ์ต่อวันจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้ดีขึ้น
  • วิตามินซีในผลไม้อย่างฝรั่ง มะม่วง มะละกอ และแคนตาลูป ส่วนในผักก็เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ และพริก
  • วิตามินเอ มีอยู่ในไข่ นม ตับ และเครื่องในสัตว์ หรือผักอย่าง ผักชีฝรั่ง ตำลึง ฟักทอง และมันฝรั่งหวาน
  • วิตามินอี มีอยู่ในเนื้อสัตว์ ไข่ นม เนย ผักกาดหอม ถั่ว ผักกาด แครอท มะเขือเทศ น้ำมันพืช น้ำมันงา
  • สังกะสี สารอาหารสำคัญในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวมีอยู่ในเนื้อสัตว์ ตับ อาหารทะเล โดยเฉพาะหอยนางรม
  • เบต้าแคโรทีน มีมากในผักใบเขียวและผลไม้ที่มีสีเหลือง หรือส้ม เช่น ผักบุ้ง ฟักทอง มะละกอ มะม่วงสุก มะเขือเทศ
  • วิตามินบี มีอยู่ในผักใบเขียว นม เนื้อสัตว์ ถั่ว ตับ ไข่ และข้าวซ้อมมือ
  • กระเทียมช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา
  • เอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry) ในประเทศปานามานิยมนำมาคั้นรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
  • โสมเกาหลี ปรับสภาพร่างกายให้สมดุล
  • ข่า ช่วยป้องกันไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดได้
  • ซุปไก่ เพิ่มปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวได้เป็นอย่างดี
  • เห็ด เพิ่มประสิทธิภาพและการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว
  • ปลาและสัตว์ที่มีกระดองอย่างหอยหรือปู ช่วยเพิ่มเซลล์ภูมิคุ้มกัน Cytokines ที่ช่วยกำจัดไวรัสหวัด

bookmark_borderรับมืออย่างไร เมื่อป่วยเป็นความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่อยู่มานาน

 

              ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญทางสาธารณสุขที่ควรได้รับการเอาใจใส่ดูแล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองและโรคไตวายระยะสุดท้าย พื้นฐานการดูแลสุขภาพที่สำคัญสำหรับการควบคุมความดันโลหิตสูง ได้แก่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพของตนเองและการรักษาโดยการรับประทานยา การดูแลสุขภาพดังกล่าวจะทำให้ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงมีสุขภาพที่ดีและสามารถอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข

ความหมายของความดันโลหิต

ความดันโลหิต” เป็นแรงดันที่ผลักต้านภายในหลอดเลือดในระบบไหลเวียนโลหิต มีค่าตัวเลข 2 ค่า ได้แก่

    ความดันโลหิตซีสโตลิก เป็นค่าความดันขณะที่หัวใจบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ความดันโลหิตไดแอสโตลิก เป็นค่าความดันขณะหัวใจคลายตัว
ดังนั้นการรายงานผลความดันโลหิตจึงประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวเสมอ เช่น วัดความดันโลหิตได้ 120/80 มิลลิเมตรปรอท

ความหมายของค่าความดันโลหิตแต่ละระดับ

ความดันโลหิตซีสโตลิก (มิลลิเมตรปรอท)

น้อยกว่า 120 ความดันโลหิตปกติ
120-139 ระดับก่อนการเป็นความดันโลหิตสูง
140 ขึ้นไป ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตไดแอสโตลิก (มิลลิเมตรปรอท)

น้อยกว่า 80 ความดันโลหิตปกติ
80-89 ระดับก่อนการเป็นความดันโลหิตสูง
90 ขึ้นไป ความดันโลหิตสูง
อย่างไรก็ตามจากการแนวปฏิบัติสำหรับการป้องกัน การค้นหา การประเมินและการจัดการของระดับความดัน

โลหิตสูงในผู้ใหญ่ ปี ค.ศ.2017 ได้มีการปรับเปลี่ยนจุดตัดของการวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตสูง โดยใช้จุดตัด 130/80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแนวปฏิบัติดังกล่าว

สาเหตุของภาวะความดันโลหิตสูง

ภาวะความดันโลหิตสูง ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยร่วมบางอย่างที่ทำให้ความดันโลหิตสูง โดยมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะไม่ทราบสาเหตุ แต่อาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ พันธุกรรมและพฤติกรรม และน้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเป็นความดันโลหิตสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ เช่น ความดันโลหิตสูงจากการใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิด หรือการเกิดเนื้องอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น

การดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

อาหาร

หากรับประทานเนื้อสัตว์ ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และควรรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะผลไม้หลายชนิดมีรสหวาน หากเลือกรับประทานนมควรเป็นนมไขมันต่ำ

การออกกำลังกาย

ควรเลือกออกกำลังกายแบบแอโรบิค(Aerobic exercise) หรือการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ระดับการออกกำลังกายที่สามารถออกได้ คือเบาถึงปานกลาง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักหรือหักโหม

บุหรี่และสุรา

ควรงดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา เนื่องจากทั้งบุหรี่และสุราส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพและระดับความดันโลหิต

การใช้ยา

รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปรับยาเอง การรับประทานยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษา

ควบคุมน้ำหนัก

พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม