bookmark_borderนอนน้ำลายไหลผิดปกติรึเปล่า

นอนน้ำลายไหลผิดปกติรึเปล่า

ไม่คุณจะอายุเท่าไหร่ หรือเพศไหน แน่นอนว่าทุกคนย่อมเคยมีประสบการณ์การนอนน้ำลายไหล ซึ่งพบว่ามีทั้งผู้ที่นอนน้ำลายไหลเป็นเรื่องปกติ และผู้ที่อาจจะมีอาการนอนน้ำลายไหลบ้างหากวันนั้นเหนื่อย โดยทั่วไปแล้วในขณที่เราตื่นอยู่นั้น ระบบการทำงานของน้ำลายจะผลติน้ำลายออกมาอยู่แล้ว 1-2 ลิตรต่อวัน และปริมาณน้ำลายที่ถูกผลิตออกมาขณะตื่นนั้นจะมากกว่าตอนที่นอนหลับเสมอ ซึ่งตอนหลับร่างกายของเราจะผลิตน้ำลายลดลงจนแทบเป็นศูนย์เลยทีเดียว

ในขณะที่เราตื่นอยู่เราก็สามารถที่จะควบคุมร่างกาย และควบคุมปริมาณน้ำลายในปากของเราได้ด้วยการกลืน แต่เมื่อเราหลับ ร่างกายเข้าสู่สภาวะพักผ่อน กล้ามเนื้อทั้งตัวและบนใบหน้าจากที่เคยทำงานเป็นระบบมีความตึงกล้ามเนื้อ เมื่อเข้าสู่สภาวะหลับกล้ามเนื้อต่างๆ ก็จะผ่อนคลายลง ปากของเราจะเผลออ้ากว้างออก น้ำลายที่สะสมอยู่ในปากจึงไหลออกมานอกปาก เพราะเราไม่ได้กลืนลงท้องเหมือนตอนตื่นนั่นเอง
นอนหลับน้ำลายไหล เป็นอาการที่ผิดปกติหรือไม่?

อันที่จริงแล้ว การนอนหลับ แล้วน้ำลายไหล ไม่ใช่อาการที่ผิดปกติแต่อย่างใด มักเกิดขึ้นเมื่อเราหลับลึก หลับสนิท ไม่ขยับตัว สังเกตได้จากวันที่เราเหนื่อยมากเป็นพิเศษ หรือผู้ที่ชอบนอนตะแคงข้าง ก็จะมีแนวโน้มในการนอนน้ำลายไหลมากกว่าคนอื่นๆ

แต่นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ผู้ป่วยโรคหวัดที่มีอาการคัดจมูก แล้วนอนอ้าปาก หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจมีปัญหานอนหลับน้ำลายไหลได้เช่นเดียวกัน
วิธีลดอาการนอนหลับน้ำลายไหล
เนื่องจากการนอนน้ำลายไหลนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องเผชิญกันอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีการรักษาที่ตายตัว หรือต้องรักษาเลย แต่มีเทคนิคที่พอจะช่วยได้ก็คือ การจัดวางท่านอน คือ ฝึกให้ตัวเองนอนในท่าหงายขึ้น หลีกเลี่ยงการนอนตะแครง และจัดหมอนให้สูงขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อให้เวลานอน ศีรษะจะสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อกดบริเวณปากลง

bookmark_borderกินเจอย่างไรให้มีความสุข

เทศการกินเจ หลายๆ คน คงทราบกันดีว่าเทศกาลกินเจถือเป็นเทศกาลหนึ่งที่นิยมมากในไทย การทานเจถือเป็นการทานอาหารเพื่อสุขภาพและจัดเป็นทานอาหารประเภทชีวจิต หากกินติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะช่วยให้ร่างกายของเรามีความสมดุลมากยิ่งขึ้น

เรามีเทศกาลกินเจหรือกินเจกันไปเพื่ออะไร
การกินโดยทั่วไปจะทานกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 9 วัน สำหรับบางคนที่มีความจำเป็นต่างๆ หรือไม่สะดวกอาจจะปฏิบัติเพียง 3 หรือ 5 วัน ตามความสะดวก เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของการกินเจหากแบ่งเป็นข้อใหญ่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ข้อ คือ
1. กินเพื่อสุขภาพ
อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต ยิ่งทานไปนานๆ ร่างกายของเราจะเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล จากนั้นจะขับพิษของเสียต่างๆ ในร่างกายออกมากจากร่างกายเราได้ ช่วยในการทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายมีเสถียรภาพขึ้น โดยเฉพาะระบบไหลเวียนโลหิต และระบบทางเดินอาหาร
2. กินด้วยจิตเมตตา
การทานอาหารในคนทั่วไปที่ไม่ใช่การทานเจ เป็นการทานอาหารที่ประกอบไปด้วยเลือดเนื้อของสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา ดังนั้นหากเราทานเจบ้าง ดังนั้นมนุษย์ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อจิตใจ และที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคน ช่วงเทศกาลกินเจนี้จึงเป็นช่วงที่ดีที่เราจะมีจิตเมตตาต่อสัตว์เหล่านั้น
3. กินเพื่อเว้นกรรม
หากในทางธรรมแล้วเราจะทราบว่าการกิน ซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเรา เป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลง เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อได้ทราบถึงเรื่องกฎแห่งกรรมนี้แล้ว จึงควรหยุดกินหยุดฆ่า หันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

ข้อห้ามของการกินเจ
ถ้าใครที่กำลังจะเริ่มกินเจเป็นครั้งแรก ควรจะต้องศึกษาเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยข้อห้ามมีดังนี้
1. ห้ามกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง ได้แก่ กระเทียม หัวหอม
2. ห้ามสูบบุหรี่,ยาเส้น,ของเสพติดมึนเมา และกินเหล้า เพราะเทศกาลกินเจนั้น เป็นช่วงที่เราต้องถือศีลไปด้วย
3. ห้ามกินเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ อย่างเด็ดขาด
4. ห้ามกินอาหารรสจัด
5. ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ถือศีลกินเจ
6. ถ้วยชามจะต้องไม่ปนกัน
7. ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
8. แต่งกายด้วยชุดขาว
9. ห้ามพูดคำหยาบ โกหก ส่อเสียด หรือพูดจาเพ้อเจ้อ
10. ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา ตลอดช่วงเวลา 9 วัน
11. ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง ในสถานที่อย่างศาลเจ้า โรงเจ โรงทาน หรือสถานที่อื่นที่จัดงานถือศีลกินเจ

คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการถือศีลกินเจ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
1. งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
2. รักษาศีลห้า
3. รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
4. ทำบุญทำทาน
5. นุ่งขาวห่มขาว

bookmark_borderโรคไขมันพอกตับที่เราควรรู้

โรคตับแข็ง หรือโรคไขมันพอกตับ ที่เรารู้จักโดยทั่วไปนั้น ย่อมรู้ดีว่าหากเราเป็นแล้วไม่สามรถรักษาให้หายขาดได้ เราทำได้แค่คอยทายาตามแพทย์สั่งเพื่อประคับประคองอาการไว้เท่านั้น ซึ่งจะไม่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงไปกว่าเดิมเพื่อลดอาการแทรกซ้อนจากโรคอื่นๆ

เราสามารถตรวจเลือดหาสารเคมีอื่นๆที่อาจจะก่อนให้เกิดโรคที่ร้ายแรงตามมาได้ ด้วยการวัดประสิทธิภาพในการทำงานซึ่งเป็นการเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับของเรานั้นเอง

ทางแพทย์จะมีมาตราการส่วนใหญ่ในการตรวจสอบ เช่น เช็คด้วยการตรวจเลือดว่ามีอาการผิดปกติมากน้อยเพียงใด และยังมีการตรวจความผิดปกติของตับอีกด้วยซึ่งจะเห็นผลด้วยจากการดูค่าสารบิลิรูบิน ซึ่งเป็นตรวจความผอดปกติของเม็ดเลือดหรือเอนไซน์บางชนิด

การตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบเอ และซี โดยการที่วัดเอนไซม์ 2 ตัว นั่นก็คือ  SGOT (AST) และ SGPT(ALT) วึ่งหากมีความผิดปกติก็จะเป็นอาการของการเกิดเชื้อไวรัสตับอักเสบนั้นเอง

ตรวจการทำงานของไตจากการดูค่าครีเอตินิน ซึ่งช่วยวัดค่าการทำงานของไตว่าอยู่ในระดับไหน ซึ่งหากต้องมีการทดลองเหล่านี้ คาดได้ว่าเราอาจจะเป็นโรคตับขั้นรุนแรง

สำหรับการที่มีการตัดชิ้นเนิ้อของเราเพื่อไปตรวจสอบนั้น เป็นการตรวจเพื่อหาโรคอื่นๆและเป็นการยืนยันผลการวิจัยของแพทย์ผู้เชียวชาญและเพื่อช่วยรักษาโรคตับแข็งได้ทันท่วงที

สำหรับการเอ็กซเรย์ตับเพื่อเป็นการสแกนหาจุดบกพร่องของตับ จะทราบถึงสภาพของเนื้อเยื่อว่าตับอยู่ในระดับใดแล้ว การตรวจ อันตราซาวด์ (Ultrasound) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีที สแกน (CT Scan) การตรวจตับและม้ามด้วยรังสี (Radioisotope Liver/Spleen Scan) หรือไฟโบร สแกน (Fibro Scan)

การรักษาด้วยด้วยการใช้กล้อง เป็นวิธีที่ช่วยให้เห็นอวัยะที่เล็กที่สุดในช่องท้องของเราได้ เพื่อจะชข่วยให้เห็นตับของเราได้ชัดเจนในมุมของแพทย์มากที่สุด

bookmark_borderทำอย่างไร จึงจะออกกำลังกายให้เป็นนิสัย

ต้องยอมรับเลยว่าการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วัน คงเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับหลายๆ คน ด้วยเหตุผลมากมายเิกดขึ้นในใจเรา ไม่ว่าจะเป็น งานเยอะ เลิกงานก็เหนื่อยแล้ว กลับถึงบ้านก็ค่ำแล้ว ต่อให้คุณจะมีเหตุผลมากมาย แต่อย่างไรก็ตามการจะมีสุขภาพดีและรูปร่างที่ดี การออกกำลังกายให้เป็นนิสัยก็เป็นสิ่งที่ควรทำ และต้องทำไม่ให้เป็นเรื่องยาก…

เหตุผลที่ควรออกกำลังกายให้เป็นนิสัย
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสำหรับบางคน ถือเป็นเรื่องที่ง่าย ทำได้สบายๆ แต่เนื่องจากงานวิจัยหนึ่งซึ่งได้ทำการสำรวจว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกายในระยะยาว ซึ่งคำตอบที่ได้รับ ได้แก่

  • มีสุขภาพดี
  • รู้สึกดี
  • มีพลัง
  • สนุกกับการออกกำลังกาย
  • ถือว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่ง
  • ทำให้นอนหลับสบาย
  • รู้สึกผ่อนคลาย
  • รู้สึกตื่นตัว
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • รูปร่างดี

เริ่มออกกำลังกายให้เป็นนิสัย

  • ออกกำลังกายแบบที่คุณชอบ
    คุณสามารถเลือกออกกำลังกายในแบบที่ตัวคุณชอบได้ เช่น การเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค เล่นเทนนิส เล่นแบดมินตัน ว่ายน้ำ หรือยกน้ำหนัก เพราะการที่ได้ออกกำลังกายในแบบที่ชอบจะสร้างแรงจูงใจให้คุณอยากทำ มากกว่าการออกกำลังกายตามที่คนอื่นแนะนำว่าดี โดยที่คุณไม่ได้รู้สึกสนุกกับการออกกำลังกายแบบนั้นเลย

 

  • ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญ
    ไม่สร้างข้อต่อรองในการออกกำลังกายให้แก่ตนเอง ซึ่งการต่อรองหรือข้ออ้างที่พบบ่อย คือคำว่า ไม่มีเวลา แต่ถ้าคุณจัดลำดับให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกๆ ของคุณ คุณไม่มีข้อ้างและจะสามารถหาเวลามาออกกำลังกายได้อยู่เสมอ เช่น ต้องออกกำลังกายก่อนไปทำงาน หรือหลังเลิกงาน

 

  • ออกกำลังกายเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า
    การตื่นนอนตอนเช้าอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าคุณทำได้จะส่งผลดีต่อสุขภาพมากๆ และยิ่งคุณเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการออกกำลังกาย ยิ่งจะทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้น โดยเริ่มแรกคุณอาจจะออกกำลังกาย 10 นาที ตอนตื่นนอน และเพิ่มเป็น 30 นาที ในเวลาต่อมา ซึ่งให้ทำทุกวันจนเป็นนิสัย รับรองว่าสุขภาพของคุณจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

 

  • ออกกำลังกายหลังเลิกงาน
    สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกที่จะออกกำลังกายในตอนเช้า หลังเลิกงานถือเป็นเวลาที่ดี เพราะหลายคนที่ทำงานในเมืองอาจต้องเผชิญกับรถติดในช่วงเวลาเลิกงาน ให้คุณออกกำลังกายก่อนกลับบ้าน จะทำให้ได้ออกกำลังกายเป็นประจำจนเป็นนิสัยได้

 

  • ออกกำลังกายแม้ในวันที่ “เหนื่อยมาก”
    หลายคนเหนื่อยล้าจากการทำงาน และต้องการการพักผ่อน จนทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสุดท้ายที่นึกถึง เพราะคิดว่าการออกกำลังกายจะทำให้รู้สึกเหนื่อยมากกว่าเดิม แต่แท้จริงแล้วคุณอาจรู้สึกดีขึ้น ถ้าได้ออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกาย ทำให้หายใจลึกขึ้น และทำให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้ดีขึ้น ซึ่งคุณจะรู้สึกสบายในตอนที่ออกกำลังกาย และหลังออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม ถ้าเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย คุณอาจจะรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าที่จะออกกำลังกายได้ แต่หลังจากที่คุณออกกำลังกายเสร็จ อาจทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม

 

  • บันทึกการออกกำลังกาย
    การจดบันทึกเป็นสิ่งสำคัญ โดยอาจจดบันทึกเวลาที่ออกกำลังกายในแต่ละวัน หรือจำนวนครั้งที่คุณทำได้ รวมถึงระยะทางในการวิ่ง หรือจดบันทึกน้ำหนักตัวของคุณก็ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นผลงาน ที่เป็นกำลังใจให้คุณรู้สึกอยากออกกำลังกายเป็นประจำต่อไป

 

  • ให้รางวัลตนเอง
    ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า การเปลี่ยนแปลงนิสัยของตัวเองเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ซึ่งการได้รับรางวัลอาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำและทำจนกลายเป็นนิสัยได้ ดังนั้นการที่คุณตั้งเป้าหมายอะไรก็ตาม และสามารถบรรลุเป้าหมายหรือทำให้เป็นจริงได้ แล้วให้รางวัลตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ควรระวังรางวัลจำพวก อาหาร เพราะอาหารที่คุณให้เป็นรางวัลตัวเองนั้นอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้

bookmark_borderเล่นมือถือนานระหว่างนั่งส้วม เสี่ยงอะไรบ้าง

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนจึงมีพฤติกรรมติดมือถือมากขึ้น กระทั่งเวลาเข้าห้องน้ำหรือนั่งส้วม ก็ต้องพกมือถือเข้าไป และใช้เวลานานมากกับการเข้าห้องน้ำในแต่ละครั้ง เพราะมัวแต่เล่นมือถืออยู่นั่นเอง พฤติกรรมนี้เป็นกันทุกเพศ แต่จะพบในผู้หญิงมากกว่า ซึ่งรู้หรือไม่ว่าการนั่งส้วมนานๆ เนื่องจากเล่นมือถือนั้น เสี่ยงทำให้เกิดโรคได้

เพราะว่าภายในห้องน้ำมีเชื้อโรคอยู่แล้ว ยิ่งในห้องน้ำสาธารณะที่มีผู้คนเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก ดังนั้นจึงควรทำธุระส่วนตัวของตนเองให้เรียบร้อย โดยเฉพาะในกรณีที่ถ่ายหนัก ก็ควรจะตั้งใจขับถ่ายให้เสร็จ ส่วนโรคที่เสี่ยงจะเกิดขึ้น หากคุณเป็นคนที่มีพฤติกรรม ชอบนั่งแช่เล่นมือถือในห้องน้ำ มีอะไรบ้างไปดูกัน

ท้องผูก
โดยปกติหากมีอาการท้องผูก ก็มักจะใช้เวลาในการเบ่งอุจจาระนานอยู่แล้ว ดังนั้นจึงแนะนำว่าถ้าหมดอาการปวดแล้ว ก็ควรออกจากห้องน้ำ เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถท่าทางเสียก่อน ไม่ควรจะนั่งแช่ ไว้รู้สึกปวดใหม่ก็ค่อยมาเข้าห้องน้ำอีกรอบ ส่วนคนที่ไม่ได้มีอาการท้องผูก แล้วเอามือถือเข้าไปเล่นในห้องน้ำด้วย ทำให้ไปจดจ่ออยู่กับมือถือมากเกิน จนไม่ได้สนใจการเบ่งหรือขับถ่าย และอาการปวดก็หายไป กว่าจะปวดอีกบางทีอาจจะข้ามคืนเลยก็ได้ ฉะนั้นการเล่นมือถือตอนนั่งส้วม สามารถทำให้เสียสมาธิในการเบ่งถ่าย และนำไปสู่อาการท้องผูกได้

ท้องร่วง
โรคท้องร่วงที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกี่ยวกับการนั่งนาน แต่เมื่อเราเอามือถือเข้าไปในห้องน้ำด้วย และมือก็ไปสัมผัสกับเชื้อโรคต่างๆ แล้วก็มาจับมือถือ หลังจากเสร็จธุระแน่นอนว่าเราต้องล้างมือ แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้ล้างมือถือด้วย ทำให้ตัวมือถือกลายเป็นพาหะนำเชื้อโรคได้ ดังนั้นเมื่อเราจับมือถือแล้วไปหยิบจับของกินเข้าปาก ก็อาจมีโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย จนทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้นั่นเอง

เหน็บชา หน้ามืด
ไม่ว่าส้วมที่นั่งจะเป็นแบบนั่งยอง หรือชักโครก หากนั่งนานๆ เมื่อไหร่และไม่ได้ขยับเปลี่ยนอิริยาบถเลย แน่นอนว่าจะต้องเกิดอาการเหน็บชาตามมา โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ส่วนอาการหน้ามืด ก็เป็นผลมาจากการก้มเล่นมือถือ และนั่งส้วมเป็นเวลานาน พอจะลุกขึ้นหรือปรับเปลี่ยนท่า จึงทำให้มีอาการรู้สึกมึนงง โซเซ และวิงเวียน

ริดสีดวงทวารหนัก
ในการนั่งหย่อนก้นนานๆ จะทำให้มีเลือดไปคั่งอยู่ที่บริเวณหูรูดทวารหนัก บวกกับเบ่งอุจจาระก็จะทำให้มีเลือดไปคั่งมากขึ้น ดังนั้นหากกระทำซ้ำๆ ด้วยการนั่งแช่ เบ่งอุจจาระนาน และมีปัจจัยร่วมจากผู้ที่มีอาการท้องผูกด้วย ก็อาจทำให้เกิดริดสีดวงได้เช่นกัน

การเข้าห้องน้ำนั่งส้วม ไม่ควรนั่งนานเกิน 10-15 นาทีในกรณีถ่ายหนัก ส่วนกรณีปัสสาวะก็ควรทำธุระให้เสร็จเรียบร้อย และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำ ไม่ควรพกมือถือเข้าไปเล่นห้องน้ำ เพราะจะทำให้เสียสมาธิในการเบ่งถ่าย และเป็นการเสียมารยาทด้วยหากคุณใช้บริการห้องน้ำสาธารณะ ที่มีคนต่อคิวใช้อีกเป็นจำนวนมาก

bookmark_borderการตรวจหาไขมันในเลือดสูง มีผลดีอย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม การตรวจหาย่อมดีกว่าเสมอ เพื่อจะได้รู้และรักษาได้ทันทั่วที ไขมันในเลือดสูง

โรคตับแข็งนั้นไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ทำได้เพียงแค่รักษาแบบประคับประคองเพื่อที่จะไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงหรือแย่ลง และเพื่อลดโอกาศการเกิดสภาวะแทรดซ้อนการตรวจโรคตับแข็งนั้นมีหลายวิธีเราสามารถตรวจได้ ดังต่อไปนี้

การตรวจเลือด  คือการตรวจสารเคมีในเลือดของเราเพื่อที่จะวัดประสิทธิภาพในการทำงานและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับของเราโดยมรการทดสอบดูได้หลายส่วน เช่น ตรวจดูการแข็งตัวของเลือดว่ามีอาการแข็งตัวผิดปกติหรือไม่ ตรวจการทำงานของตับว่าปกติหรือไม่จากการดูค่าสารบิลิรูบิน ที่เกิดจจากการแตกตังของเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือเอนไซน์บางชนิด การทดสอบหาโรคไวรัสตับอักเสบบี เอ และซี โดยการที่วัดเอนไซม์ 2 ตัว นั่นก็คือ  SGOT (AST) และ SGPT(ALT) ซึ่งค่าที่ตรวจนั้นถ้าหากขึ้นว่าเกิดมาตฐานจะแสดงหรือบ่งบอกว่าเกิดอาการอักเสบของตับ เนื่องมาจากโรคไวรัสตับอักเสบหรือตับอักเสบเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ รวมไปถึงตรวจการทำงานของไตจากการดูค่าครีเอตินิน ซึ่งช่วยวัดค่าการทำงานของไตว่าอยู่ในระดับไหน หากมีระดับที่ลดลงอาจหมายถึงเริ่มมีอาการของโรคตับแข็งระยะสุดท้าย

การตัดชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจสอบ เป็นการนำตัวอย่างเนื้อเยื่อตับบางชิ้นส่วนของเราไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันผลการวิจัยของแพทย์ผู้เชียวชาญและเพื่อช่วยรักษาโรคตับแข็งได้ทันท่วงที

การตรวจสแกนตับ เป็นการเอ็กซเรย์ตับ เพื่อดูภาพภ่ายเอกซเรย์ ดูสภาพของเนื้อเยื้อว่าเกิดรอยแผลหรือเกิดพังผืดขึ้นหรือไม่ ด้วยการตรวจ อันตราซาวด์ (Ultrasound) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีที สแกน (CT Scan) การตรวจตับและม้ามด้วยรังสี (Radioisotope Liver/Spleen Scan) หรือไฟโบร สแกน (Fibro Scan)

การผ่าตัดด้วยกล้อง ในส่วนการผ่าตัดด้วยกล้องนี้ บางกรณีอาจที่จะต้องใช้การผ่าตัดด้วยการส่องกล้องบริเวณช่องท้องเพื่อให้เห็นตับทั้งหมดได้ชัดเจนมากขึ้น

bookmark_borderลดน้ำหนักแบบไม่ต้องออกกำลังกาย

แม้ว่าการออกกำลังกายจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดในการลดน้ำหนัก แต่ก็ยังมีสาวๆ หลายคนที่ไม่ค่อยอยากออกกำลังกาย และเลือกลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นๆ วันนี้เราจึงขอเสนออีกหนึ่งตัวเลือกที่จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ดังใจที่ต้องการโดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสให้ต้องเสียแรงและเสียเหงื่อสักหยดมาฝากกัน มาดูกันดีกว่ามีวิธีอะไรบ้าง

1.รับประทานแป้ง และน้ำตาลให้น้อยลง
หลักสำคัญในการลดน้ำหนักโดยไม่ออกกำลังกายก็คือ การควบคุมอาหาร และเลือกสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด โดยสิ่งสำคัญที่คุณควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือ การหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล รับประทานได้แต่ควรจำกัดปริมาณต่อวัน เพื่อไม่ให้เกิดไขมันส่วนเกินภายในร่างกาย

2.ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม
คนที่ติดน้ำหวาน น้ำอัดลม แต่อยากมีหุ่นที่ผอมสวยโดยไม่ต้องออกกำลังกาย ควรเปลี่ยนมาดื่มน้ำเปล่าแทน เพื่อให้ร่างกายได้ปริมาณของน้ำในแต่ละวันอย่างเพียงพอ โดยน้ำเปล่านั้นแม้จะไม่มีสารอาหารใดๆ แต่ก็จะช่วยให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์ และช่วยลดความอยากอาหารในแต่ละมื้อได้ดีด้วย

3.พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งจำเป็นในช่วงลดน้ำหนัก โดยคุณควรเข้านอนเป็นเวลา ไม่นอนดึกมากเกินไป เพราะยิ่งคุณนอนดึกมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งเรียกร้องพลังงานเพิ่มมากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณหันมากินจุกจิกมากขึ้นในช่วงก่อนนอน อีกทั้งการนอนหลับยังเป็นช่วงเวลาที่ระบบการเผาผลาญทำงานได้เต็มที่อีกด้วย

4.ท่องไว้ ไม่เครียด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ความเครียดนั้นทำให้คุณมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นได้ เนื่องมาจากฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่หลั่งออกมาในร่างกายช่วงที่เราเกิดความเครียด เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดไขมันหน้าท้อง อีกทั้งความเครียดก็จะทำให้คุณไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการกินได้ดีเท่าที่ควร ทำให้กินไม่เลือก เห็นอะไรก็อยากกินไปหมด

5.นับแคลอรี่ ดีที่สุด
วิธีที่ได้ผลในการลดน้ำหนักโดยไม่ออกกำลังกายก็คือ การนับแคลอรี่มื้ออาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน ซึ่งไม่ควรเกินปริมาณที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ หากทำได้ล่ะก็ รับรองได้เลยว่าน้ำหนักตัวของคุณจะลดลงอย่างเร็วเลยทีเดียว

สายชิลล์ที่ไม่เน้นออกกำลังกายลดน้ำหนักไม่ต้องกังวลใจไป เพราะคุณก็สามารถมีน้ำหนักตัวที่สมส่วน รูปร่างสเลนเดอร์สวยงามตามที่ต้องการได้ เพียงนำเอาเทคนิคทั้ง 5 ข้อไปปรับใช้กันในชีวิตประจำวัน หากมีวินัยและมีความอดทน เชื่อได้ว่าสาวๆ จะได้เป็นเจ้าของหุ่นสวยสมใจอยากกันทุกคนแน่นอน