bookmark_borderกระท่อมปลายนา

จากสถานการณ์โรคโคโรน่า  หรือโรคโควิด 19  ทำให้การใช้ชีวิตของคนหลายคนเปลี่ยนแปลงไป  แต่ก็เป็นการป้องกันไม่ให้โรคระบาดไปมากกว่านี้ จากเรื่องราวที่ได้ฟังข่าว  ดูข่าวทางทีวีที่ออกทุกวัน        ว่ามีคนติดเชื้อขึ้นจำนวนมากในประเทศไทยเรา  เป็นการติดแบบก้าวกระโดดมาก  เพราะไม่ได้ติดแค่ทีละ 2-3 คน  แต่เป็นการติดครั้งหนึ่งเป็นทีละ  100  คน  เป็นข่าวที่สร้างให้เราหวาดกลัวเกิดความเครียดกันขึ้นโดยไม่รู้ตัว

แต่ก็ขอชื่นชมน้องคนหนึ่ง  เธอได้ไปเที่ยวในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง  พออีกสองวันผ่านไป  เธอได้ข่าวว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ไปเที่ยวในสถานบันเทิงในวันเวลาเดียวกันกับเธอ  เธอรีบแจ้งหน่วยงานและคนใกล้ชิดเธออย่างรวดเร็ว  เธอได้กักตัวเองด้วยการไปอยู่คนเดียวที่กระท่อมปลายนา ห่างไกลจากหมู่บ้าน  เธอได้ให้ญาติพี่น้องนำสิ่งของ  ที่อำนวยความสะดวกมาให้เธอ  รวมทั้งข้าวสารอาหารแห้ง  เธอจะประกอบอาหารกินเอง  และญาติที่เดินทางนำสิ่งของต่างๆมาให้เธอ  เธอให้ญาติวางสิ่งของไว้ในบริเวณที่เธอกั้นไว้  ด้วยพลาสติกใสเป็นทางเดินเข้า  ไม่ให้เข้าใกล้ตัวเธอ 

เธอแจ้งให้ทุกคนติดต่อเธอด้วยการโทรศัพท์  หรือวีดีโอคอกันเท่านั้น  เธอเขียนไว้ที่ทางเข้าว่า  “รักเธอคิดถึงเธอ  ไม่ต้องมาหา  อีก 14 วัน  เจอกัน” ฉันได้โทรศัพท์สอบถามอาการเธอ เธอบอกว่ายังปกติยังไม่มีอาการใดๆ  ไม่ไอ ไม่ตัวร้อน  ไม่มีน้ำมูล  ไม่เหนื่อย  เธอยังปกติทุกอย่าง เธอบอกว่าเธอยังมีความสุขดีถึงแม้นจะอยู่คนเดียว  ไม่ได้เจอพ่อแม่พี่น้อง เพื่อน 

แต่เธอก็อยู่ได้เธอจะอดทนจนครบ  14  วัน  ตามข่าวที่แจ้งว่าหากมาจากสถานที่กลุ่มเสี่ยงต้องกักตัวเอง  14  วัน  เพื่อสังเกตอาการว่าได้รับเชื้อหรือเปล่า  หากได้รับก็จะเป็นการลดไม่ให้คนใกล้ชิด  คนในครบครัวได้รับเชื้อด้วย  หากไม่ได้รับเชื้อก็ถือว่าเป็นการดีต่อตัวเอง  เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม  เธอใช้ชีวิตช่วงกักตัวอยู่คนเดียว  ด้วยการปลูกผัก  ปลูกดอกไม้  ฝึกการเย็บหน้ากากอนามัยแบบผ้า  ถ้าเธอไม่ติดเธอจะได้นำมาแจกให้กับคนในชุมชนของเธอ  เธอบอกหากเธอเบื่อเธอก็จะดูหนังฟังเพลง  ทำอาหารแปลกๆกินเอง  หลังกระท่อมของเธอเป็นต้นมะม่วง  หลายต้น  เธอได้ไปหาไข่มดแดงตามต้นไม้มาทำเป็นอาหารกินเอง  เธอบอกว่าถ้าเธอกักตัวครบ  14  วันแล้วเธอไม่เป็นอะไร  เธอจะมาทำเมนูไข่มดแดงให้ฉันกินด้วย

ก็ขอชื่นชมกับความรับผิดชอบต่อสังคมของเธอ  ได้แต่ขอให้เธอกักตัวครบ 14 วันแล้วไม่เป็นอะไรให้กลับมาอยู่กับพ่อแม่  พี่น้องเหมือนเดิม

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

bookmark_borderเสริมสร้างแคลเซียมให้กับร่างกาย

ร่างกายของคนเรานั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ส่วนหนึ่งก็มาจากกล้ามที่การยืดหยุ่น  แต่นอกเนื้อจากกล้ามเนื้อแล้วนั้นสิ่งที่เป็นโครงสร้างที่ทำให้ทำให้ยืนและเดินได้นั้นคือ กระดูก ลองคิดเล่นๆว่าคุณไม่มีกระดูกจะเป็นอย่างไร คงไม่สามารถลุกขึ้นที่นอนได้ ตัวนิ่มๆไปหมด เมื่อกระดูกเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญต่อร่างกาย แต่ก็ใช้ว่ามันจะมีสภาพที่สมบูรณ์ตลอดการ เพราะยิ่งเราอายุเพิ่มขึ้นเราอาจจะต้องใช้ร่างกายในการทำงานทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรง เพราะกระดูกถือว่าที่ยึดเหนี่ยวสำหรับอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ยิ่งร่างกายทำถูกใช้งานมาขึ้นมากเท่าไหร่กระดูกก็จะมีการศึกล่อมากขึ้น

แล้วยิ่งเราอายุมากขึ้นกระดูกก็จะมีสภาพเสื่อมลง เพราะฉะนั้นแล้วเราควรดูแลกระดูกด้วยการเสริมแคลเซียมเข้าไปร่างกาย เพราะแคลเซียมถือเป็นแหล่งสารอาหารชั้นดีสำหรับกระดูทุกๆส่วนในร่างกาย แต่จะมีวิธีอะไรเพิ่มเติมบ้างในเสริมกระดูกให้แข็งแรงนั้น  วันนี้ทางเว็บ  ชุดตรวจ hiv  ของเรามีมาแนะนำให้ดูดังนี้

  • การดื่มนมและการทานอาหารที่มีแคลเซียม การเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกาย สามารถเริ่มได้จากวิธีการง่ายๆอย่าการดื่มนม หรืออาหารที่มีแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย เพราะแคลเซียมที่อยู่ในนมหลายๆชนิดนั้นร่างกายจะทำการดูดซึมไปใช้งานได้ง่ายที่สุด และในอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเช่น ผักใบเขียวเข้ม ถั่ว งา เต้าหู้ก้อน ปลาเล็กปลาน้อย โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ชีส เป็นต้น
  • รับวิตามินDและแมกนีเซียม ไม่ใช่แค่การทานนมและหารที่มีแคลเซียมเท่านั้นที่จะเสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรงได้ แต่การทานอาหารที่มีวิตามินดีจะช่วยทำให้การดูดซึมแคลเซียมทำงานได้อย่างดีขึ้น อาหารที่มีวิตามินดีอย่างเช่น นม ปลาแซลมอน ไข่แดง เห็ด น้ำมันพื้นและแสงแดด ซึ่งการได้รับวิตามินดีจากแสดงแดดนั้น ทำได้โดยการออกไปรับแสงแดดอ่อนๆในช่วงเช้าและช่วงเย็นวันละ 10-15 นาทีก็เพียงต่อร่างกาย และแมกนีเซียมซึ่งเป็นสารอาหารที่บทบาทต่อกระบวนการการสังเคราะห์และยังช่วยควบคุมในเรื่องของการขนส่งแคลเชียมไปเสริมสร้างร่างกาย
  • ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่จะไปยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียม ถึงแม้เราจะทานอาหารที่เข้าไปช่วยเสริมสร้างแคลเซียมให้กับร่างกายมากแค่ไหน ก็จะมีอาหารบางประเภทที่มีส่วนในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมได้เหมือนกันอย่างเช่น รำข้าวสาลี มันเทศ ผักโขม พืชมีเมล็ดและโปรตีน สารสกัดจากถั่วเหลือง แนะนำว่าให้ทานผักที่มีแคลเซียมสูงและมีออซาเลตต่ำอย่างเช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ตำลึง ใบบัวบก ถั่วพู ขี้เหล็ก เป็นต้น
  • ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท แน่นอนว่าเครื่องดื่มที่เป็นผลเสียต่อร่างกายคงหนีไม่พ้นแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำการขีดขวางการทำงานการดูดซึมแคลเซียมจากระบบของทางเดินอาหาร และน้ำอัดลมก็เช่นเดียวกันที่จะมีไปทำให้กระดูกพรุนได้ง่าย
  • ไปออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่จะเสริมสร้างทำให้กระดูกนั้นแข็งแรง คือการออกกำลังที่จะต้องใช้การแบกรับน้ำหนักตัว เพราะจะเสริมสร้างทำให้กระดูกแข็ง และชะลอการเกิดภาวะกระดูกพรุน ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้อย่างเช่น เดิน ตีกอล์ฟ ไทชิ รำไท่เก็ก โยคะ บอดี้เวท เป็นต้น

bookmark_borderโรคหนองใน

โรคหนองในแท้ เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นได้จากการมีเพศสัมพันธ์ และสามารถเป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และส่วนมากจะเป็นตรงบริเวณทวารหนัก อวัยวะเพศ ลำคอ และจะติดต่อได้เมื่อไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อหนองในอยู่แล้ว และไม่ได้มีการป้องกันที่เหมาะสม

อาการของโรคหนองใน

อาการของโรคหนองในนี้ในบางคนอาจไม่แสดงอาการออกมาโดยเฉพาะในผู้หญิงที่สามารถเป็นโรคนี้เพียง 1ใน10ของผู้ชายเท่านั้น และในผู้หญิงจะไม่ค่อยแสดงอาการออกมามากเท่าผู้ชาย การเกิดอาการนั้นอาจจะทำให้มีอาการหลังจากการได้รับเชื้อมาถึง 2เดือนบางรายอาการก็จะออกมา และอาการของโรคหนองที่เกิดจากการติดเชื้อที่อวัยวะเพศนั้น ใน ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงมีความแตกต่างกันไป

อาการของโรคหนองในของผู้ชาย อาการติดเชื้อที่อวัยวะเพศของผู้ชาย จะเกิดอาการอักเสบตรงปลายหุ้มอวัยวะ และจะมีลักษณะบวมและเจ็บบริเวณลูกอัณฑะ และมีอาการเจ็บหรือแสบเวลาปัสสาวะ และจะมีหนองสีเหลืองหรือเขียวไหลออกมาตรงส่วนปลายของอวัยวะเพศ โดยที่อาจะเกิดขึ้นหลังจากการมีเพศสัมพันธ์แล้ว

อาการโรคหนองในของผู้หญิง อาการในผู้หญิงจะมีอาการเจ็บแสบเวลาปัสสาวะ มีตกขาวมามากผิดปกติและจะมีกลิ่นแรง ลักษณะของตกขาวจะออกมาเป็นเส้นจะมีสีเหลืองเขียวหรือบางที่ออกมาเป็นน้ำ และอาจจะมีอาการเจ็บหรือฟกช้ำบริเวณใต้ท้องน้อย และอาจจะมีเลือดออกมาหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือมีอาการประเดือนมาผิดปกติแต่อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นน้อยมาก

สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหนองใน

สาเหตุหลักคือการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย และบางคนยังมีอายุที่น้อยจึงไม่รู้จักการป้องกันตัวเอง และไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันตัวเอง และยังใช้คู่นอนรวมกับผู้อื่นและการใช้สารเสพติด และยังเจอคู่นอนที่อาจมีประวัติในการเป็นโรคติดต่อโรคอื่นมาก่อนอย่างโรคซิฟิลิส หรืออาจเป็นโรคหนองในอยู่ก็ได้ จึงควรหาวิธีป้องตัวเองกันไว้ดีกว่าแก้

การป้องกันโรคหนองใน

การป้องกันโรคหนองใน ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการนอนกับผู้ที่เป็นโรคติดต่อนี้อยู่ และไม่ควรทีจะเปลี่ยนคูนอนบ่อยเพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อ และควรรักษาทำความสะอาดร่างกายและอวัยวะเพศอยู่เสมอ

จากการป้องกันทั้งหมดของการมีเพศสัมพันธ์ในหมู่วัยรุ่น คือการใช้ถุงยางอนามัย และเมื่อรู้จักถึงวิธีป้องกัน การที่จะทำให้เกิดโรคติดต่อมากมายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเรา เพียงสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็ช่วยให้ท่านทั้งหลายอุ่นใจได้ขึ้นเยอะเลย

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderใส่ใจด้านสุขภาพ

มาล้างสารพิษออกจากร่างกายด้วยสุดยอดผักกันเถอะ

           หากเราพูดถึงเรื่องของสารพิษแล้ว ในทุกๆวันที่เรามีการรับประทานอาหารหรือแม้แต่การใช้ชีวิตในประจำวันของเราต่างก็มีผลที่ทำให้มีสารพิษเข้าสู่ร่างกายของเราได้ทุกวัน เช่นการที่เราสูดควันพิษจากท่อไอเสีย จากคนที่สูบบุหรี่ใกล้ๆกับเรา จากมลพิษทางอากาศ หรือแม้แต่อาหารที่เราต้องกินเข้าไปในแต่ละมื้อก็อาจจะมีการปนเปื้อนของสารพิษได้เช่นกัน

ซึ่งสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายของเรานี้ทำให้ร่างกายของเราไม่แข็งแรงเจ็บป่วยได้ง่ายดังนั้นการที่เรารับประทานผักหรือแม้แต่ผลไม้ที่มีคุณสมบัติที่สามารถช่วยเราในการขับสารพิษออกจากร่างกายจะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้นได้มาก เรามาดูกันว่าผักชนิดไหนบ้างที่สามารถช่วยดูแลร่างกายของเราจากสารพิษได้ดีบ้าง

  1. ผักคะน้า  เป็นผักใบสีเขียวที่มีรสชาติอร่อยและยังมีประโยชน์ที่ช่วยในเรื่องของการต่อต้านสารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง รวมไปถึงยังสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้อีกเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย อันที่จริงแล้วผักคะน้ามีสารอาหารที่คล้ายกับกะหล่ำปลี ซึ่งจะมีเส้นใยที่สามารถเข้าไปทำความสะอาดของช่องทางเดินของอาหารได้ด้วย และที่สำคัญในผักคะน้ายังสามารถล้างสารพิษที่อยู่ในตับและยังมีสารที่สามารถปรับค่าพิษของควันบุรีให้ลดมามีความเป็นกลาง ทำให้เราได้รับสารพิษจากควันบุหรี่น้อยลงอีกด้วย
  2. พืชตระกูลถั่ว หากคุณมีปัญหาคอเลสเตอรอลสูง ถั่วสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่นำถั่วที่ทำให้สุกแล้วทานผสมกับอาหารมันจะเข้าไปช่วยให้คอเลสเตอรอลของคุณน้อยลง และยังช่วยเรื่องของการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดีทีสำคัญถั่วยังสามารถทำความสะอาดลำไส้และรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดไม่ให้มีค่าสูงมากเกินไป และสำหรับบางคนที่อยากลดความอ้วนถั่วก็สามารถใช้ทานเพื่อแก้หิวในช่วงที่ลดความอ้วนได้ด้วย
  3. สาหร่ายทะเล  หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าสาหร่ายทะเลมีประโยชน์อย่างมากในเรื่องของการดักจับสารกัมมันตรังสีและโลหะหนักที่ปนเปื้อนอยู่ในร่างกายของคนเราได้และยังช่วยในเรื่องของการขจัดสารพิษเหล่านี้ออกไปได้เยอะอีกด้วย ที่สำคัญในสาหร่ายทะเลจะมีแร่ธาตุมากมายหลายชนิดที่มีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกาย
  4. ผักวอเตอร์เครส  หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อกับผักชนิดนี้มากนัก แต่หากได้นำมารับประทานแล้วจะรู้ว่าคุณประโยชน์ของผักชนิดนี้มีมากมายนักทั้งยังสามารถเพิ่มเอนไซม์ที่จะมาช่วยในเรื่องการล้างสารพิษและการฆ่าเซลล์มะเร็งออกมาทางปัสสาวะได้มากอีกด้วย 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย ชุดตรวจ hiv

bookmark_border“สลัด” ตัวร้าย ทานไม่ถูกก็อ้วนได้


มองเห็นผู้ใดซื้อสลัดมาทานปุบปับ พวกเราก็ทราบเลยว่าคนๆ นั้น คงกำลังดูแลรักษาสุขภาพร่างกายอยู่ อยากกระชับสัดส่วนรูปร่าง หรือลดหุ่นอยู่แน่ๆ แต่ว่าระหว่างที่มองเห็นคนๆ นั้นทานสลัดอยู่ ก็ทำให้เราฉุกคิดได้เลยว่า “ทานอย่างนี้ รับประทานอาหารเป็นจานๆ เลยก็ได้พี่” เพราะว่าแม้กระทั่งที่คนเรียกกันว่าสลัด ก็ไม่ใช่ว่าทุกสลัดบนโลกใบนี้จะทานแล้วซูบผอม งาม หุ่นดีกันทุกคน สลัดแบบไหนที่ผู้ที่กำลังไดเอทยู่ควรจะเลี่ยง มาดูกันจ้ะ

“สลัด” ทานผิดแนวทางก็อ้วนได้!

  • น้ำสลัดครีม
    น้ำสลัดมีให้เลือกทานเยอะแยะอย่างมากมายนับล้านสูตร แต่ว่าน้ำสลัดยอดนิยมเยอะที่สุดก็หนีไม่พ้น “สลัดครีม” ซึ่งองค์ประกอบของมันมีทั้งมายองเนส ครีมสลัด น้ำมัน น้ำตาล และก็บางสูตรมีชีสด้วย แน่ๆ ว่าให้พลังงานสูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำสลัดอื่นๆ ยิ่งคนไหนกันแน่ที่ถูกใจราดน้ำสลัดเปียกๆ ยิ่งแล้วใหญ่ ทางที่ดีแปลงมาเป็นสลัดน้ำใส น้ำยำ หรือเพียงบีบมะนาว โรยเกลือ แล้วก็พริกไทยบางส่วน ก็อร่อยร่างกายแข็งแรงแบบเน้นย้ำๆได้เช่นเดียวกัน
  • เครื่องเคียงอย่ามากมาย
    ห้องอาหารที่ขายสลัดบางทีอาจเสิร์ฟขนมปังปิ้งมาให้ด้วย ซึ่งบนขนมปังอาจมีทั้งเนย และก็ชีสอยู่เยอะๆ นอกเหนือจากนั้นอาจมีเครื่องเคียงอื่นๆที่ข้างในร้านค้าขาย ดังเช่น ผักโขมอบชีส ไส้กรอกทอด มันฝรั่งทอด แล้วก็ฯลฯ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่ให้ทานเลย แต่ว่าได้โปรดกรุณาข่มใจไว้ทานสลัดจะดียิ่งกว่า เพราะเหตุว่าเครื่องเคียงพวกนี้นอกเหนือจากที่จะเป็นของกินเพิ่มพลังงานนอกจากไปจากสลัดที่พวกเราตั้งอกตั้งใจจะทานแล้ว ยังเพิ่มราคาค่ามื้อของกินนั้นให้สูงมากขึ้นไปอีกด้วย
  • โปรตีนแบบพอดิบพอดีๆ
    ใครอีกหลายๆคนไม่ได้ทานสลัดที่เป็นผักสิ่งเดียว เสริมโปรตีนที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ และก็เพื่อความอิ่มท้องเข้าไปด้วย ซึ่งเกิดเรื่องที่ดีที่พวกเราไม่ขัด แต่ว่าต้องเป็นโปรตีนที่มีไขมันน้อย แล้วก็ผ่านการปรุงด้วยแนวทางนึ่ง ต้ม หรือปิ้งจะดีมากยิ่งกว่า ถ้าหากเป็นเนื้อย่างมันๆ ปลาที่มีไขมัน หรือเบคอน หมูแฮม ของกินพวกนี้เป็นโปรตีนที่มากับไขมันสูงทั้งหมด ด้วยเหตุผลดังกล่าวเลือกเป็น ไก่ต้ม ปลา(ไขมันน้อย) นึ่ง กุ้งต้ม หรือเห็ดปิ้งจะดียิ่งกว่า

เท่านี้สลัดของคุณก็จะดีต่อร่างกายแบบที่คุณตั้งอกตั้งใจแล้วล่ะจ้ะ ทราบเทคนิคแบบงี้แล้ว ทีหน้าจัดสลัดทานกันให้เต็มกำลัง ไม่ต้องกลัวอ้วนกันเลยนะ

bookmark_borderนอนน้ำลายไหลผิดปกติรึเปล่า

นอนน้ำลายไหลผิดปกติรึเปล่า

ไม่คุณจะอายุเท่าไหร่ หรือเพศไหน แน่นอนว่าทุกคนย่อมเคยมีประสบการณ์การนอนน้ำลายไหล ซึ่งพบว่ามีทั้งผู้ที่นอนน้ำลายไหลเป็นเรื่องปกติ และผู้ที่อาจจะมีอาการนอนน้ำลายไหลบ้างหากวันนั้นเหนื่อย โดยทั่วไปแล้วในขณที่เราตื่นอยู่นั้น ระบบการทำงานของน้ำลายจะผลติน้ำลายออกมาอยู่แล้ว 1-2 ลิตรต่อวัน และปริมาณน้ำลายที่ถูกผลิตออกมาขณะตื่นนั้นจะมากกว่าตอนที่นอนหลับเสมอ ซึ่งตอนหลับร่างกายของเราจะผลิตน้ำลายลดลงจนแทบเป็นศูนย์เลยทีเดียว

ในขณะที่เราตื่นอยู่เราก็สามารถที่จะควบคุมร่างกาย และควบคุมปริมาณน้ำลายในปากของเราได้ด้วยการกลืน แต่เมื่อเราหลับ ร่างกายเข้าสู่สภาวะพักผ่อน กล้ามเนื้อทั้งตัวและบนใบหน้าจากที่เคยทำงานเป็นระบบมีความตึงกล้ามเนื้อ เมื่อเข้าสู่สภาวะหลับกล้ามเนื้อต่างๆ ก็จะผ่อนคลายลง ปากของเราจะเผลออ้ากว้างออก น้ำลายที่สะสมอยู่ในปากจึงไหลออกมานอกปาก เพราะเราไม่ได้กลืนลงท้องเหมือนตอนตื่นนั่นเอง
นอนหลับน้ำลายไหล เป็นอาการที่ผิดปกติหรือไม่?

อันที่จริงแล้ว การนอนหลับ แล้วน้ำลายไหล ไม่ใช่อาการที่ผิดปกติแต่อย่างใด มักเกิดขึ้นเมื่อเราหลับลึก หลับสนิท ไม่ขยับตัว สังเกตได้จากวันที่เราเหนื่อยมากเป็นพิเศษ หรือผู้ที่ชอบนอนตะแคงข้าง ก็จะมีแนวโน้มในการนอนน้ำลายไหลมากกว่าคนอื่นๆ

แต่นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ผู้ป่วยโรคหวัดที่มีอาการคัดจมูก แล้วนอนอ้าปาก หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจมีปัญหานอนหลับน้ำลายไหลได้เช่นเดียวกัน
วิธีลดอาการนอนหลับน้ำลายไหล
เนื่องจากการนอนน้ำลายไหลนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องเผชิญกันอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีการรักษาที่ตายตัว หรือต้องรักษาเลย แต่มีเทคนิคที่พอจะช่วยได้ก็คือ การจัดวางท่านอน คือ ฝึกให้ตัวเองนอนในท่าหงายขึ้น หลีกเลี่ยงการนอนตะแครง และจัดหมอนให้สูงขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อให้เวลานอน ศีรษะจะสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อกดบริเวณปากลง

bookmark_borderกินเจอย่างไรให้มีความสุข

เทศการกินเจ หลายๆ คน คงทราบกันดีว่าเทศกาลกินเจถือเป็นเทศกาลหนึ่งที่นิยมมากในไทย การทานเจถือเป็นการทานอาหารเพื่อสุขภาพและจัดเป็นทานอาหารประเภทชีวจิต หากกินติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะช่วยให้ร่างกายของเรามีความสมดุลมากยิ่งขึ้น

เรามีเทศกาลกินเจหรือกินเจกันไปเพื่ออะไร
การกินโดยทั่วไปจะทานกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 9 วัน สำหรับบางคนที่มีความจำเป็นต่างๆ หรือไม่สะดวกอาจจะปฏิบัติเพียง 3 หรือ 5 วัน ตามความสะดวก เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของการกินเจหากแบ่งเป็นข้อใหญ่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ข้อ คือ
1. กินเพื่อสุขภาพ
อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต ยิ่งทานไปนานๆ ร่างกายของเราจะเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล จากนั้นจะขับพิษของเสียต่างๆ ในร่างกายออกมากจากร่างกายเราได้ ช่วยในการทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายมีเสถียรภาพขึ้น โดยเฉพาะระบบไหลเวียนโลหิต และระบบทางเดินอาหาร
2. กินด้วยจิตเมตตา
การทานอาหารในคนทั่วไปที่ไม่ใช่การทานเจ เป็นการทานอาหารที่ประกอบไปด้วยเลือดเนื้อของสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา ดังนั้นหากเราทานเจบ้าง ดังนั้นมนุษย์ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อจิตใจ และที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคน ช่วงเทศกาลกินเจนี้จึงเป็นช่วงที่ดีที่เราจะมีจิตเมตตาต่อสัตว์เหล่านั้น
3. กินเพื่อเว้นกรรม
หากในทางธรรมแล้วเราจะทราบว่าการกิน ซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเรา เป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลง เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อได้ทราบถึงเรื่องกฎแห่งกรรมนี้แล้ว จึงควรหยุดกินหยุดฆ่า หันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

ข้อห้ามของการกินเจ
ถ้าใครที่กำลังจะเริ่มกินเจเป็นครั้งแรก ควรจะต้องศึกษาเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยข้อห้ามมีดังนี้
1. ห้ามกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง ได้แก่ กระเทียม หัวหอม
2. ห้ามสูบบุหรี่,ยาเส้น,ของเสพติดมึนเมา และกินเหล้า เพราะเทศกาลกินเจนั้น เป็นช่วงที่เราต้องถือศีลไปด้วย
3. ห้ามกินเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ อย่างเด็ดขาด
4. ห้ามกินอาหารรสจัด
5. ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ถือศีลกินเจ
6. ถ้วยชามจะต้องไม่ปนกัน
7. ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
8. แต่งกายด้วยชุดขาว
9. ห้ามพูดคำหยาบ โกหก ส่อเสียด หรือพูดจาเพ้อเจ้อ
10. ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา ตลอดช่วงเวลา 9 วัน
11. ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง ในสถานที่อย่างศาลเจ้า โรงเจ โรงทาน หรือสถานที่อื่นที่จัดงานถือศีลกินเจ

คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการถือศีลกินเจ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
1. งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
2. รักษาศีลห้า
3. รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
4. ทำบุญทำทาน
5. นุ่งขาวห่มขาว

bookmark_borderทำอย่างไร จึงจะออกกำลังกายให้เป็นนิสัย

ต้องยอมรับเลยว่าการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วัน คงเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับหลายๆ คน ด้วยเหตุผลมากมายเิกดขึ้นในใจเรา ไม่ว่าจะเป็น งานเยอะ เลิกงานก็เหนื่อยแล้ว กลับถึงบ้านก็ค่ำแล้ว ต่อให้คุณจะมีเหตุผลมากมาย แต่อย่างไรก็ตามการจะมีสุขภาพดีและรูปร่างที่ดี การออกกำลังกายให้เป็นนิสัยก็เป็นสิ่งที่ควรทำ และต้องทำไม่ให้เป็นเรื่องยาก…

เหตุผลที่ควรออกกำลังกายให้เป็นนิสัย
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสำหรับบางคน ถือเป็นเรื่องที่ง่าย ทำได้สบายๆ แต่เนื่องจากงานวิจัยหนึ่งซึ่งได้ทำการสำรวจว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกายในระยะยาว ซึ่งคำตอบที่ได้รับ ได้แก่

  • มีสุขภาพดี
  • รู้สึกดี
  • มีพลัง
  • สนุกกับการออกกำลังกาย
  • ถือว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่ง
  • ทำให้นอนหลับสบาย
  • รู้สึกผ่อนคลาย
  • รู้สึกตื่นตัว
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • รูปร่างดี

เริ่มออกกำลังกายให้เป็นนิสัย

  • ออกกำลังกายแบบที่คุณชอบ
    คุณสามารถเลือกออกกำลังกายในแบบที่ตัวคุณชอบได้ เช่น การเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค เล่นเทนนิส เล่นแบดมินตัน ว่ายน้ำ หรือยกน้ำหนัก เพราะการที่ได้ออกกำลังกายในแบบที่ชอบจะสร้างแรงจูงใจให้คุณอยากทำ มากกว่าการออกกำลังกายตามที่คนอื่นแนะนำว่าดี โดยที่คุณไม่ได้รู้สึกสนุกกับการออกกำลังกายแบบนั้นเลย

 

  • ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญ
    ไม่สร้างข้อต่อรองในการออกกำลังกายให้แก่ตนเอง ซึ่งการต่อรองหรือข้ออ้างที่พบบ่อย คือคำว่า ไม่มีเวลา แต่ถ้าคุณจัดลำดับให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกๆ ของคุณ คุณไม่มีข้อ้างและจะสามารถหาเวลามาออกกำลังกายได้อยู่เสมอ เช่น ต้องออกกำลังกายก่อนไปทำงาน หรือหลังเลิกงาน

 

  • ออกกำลังกายเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า
    การตื่นนอนตอนเช้าอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าคุณทำได้จะส่งผลดีต่อสุขภาพมากๆ และยิ่งคุณเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการออกกำลังกาย ยิ่งจะทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้น โดยเริ่มแรกคุณอาจจะออกกำลังกาย 10 นาที ตอนตื่นนอน และเพิ่มเป็น 30 นาที ในเวลาต่อมา ซึ่งให้ทำทุกวันจนเป็นนิสัย รับรองว่าสุขภาพของคุณจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

 

  • ออกกำลังกายหลังเลิกงาน
    สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกที่จะออกกำลังกายในตอนเช้า หลังเลิกงานถือเป็นเวลาที่ดี เพราะหลายคนที่ทำงานในเมืองอาจต้องเผชิญกับรถติดในช่วงเวลาเลิกงาน ให้คุณออกกำลังกายก่อนกลับบ้าน จะทำให้ได้ออกกำลังกายเป็นประจำจนเป็นนิสัยได้

 

  • ออกกำลังกายแม้ในวันที่ “เหนื่อยมาก”
    หลายคนเหนื่อยล้าจากการทำงาน และต้องการการพักผ่อน จนทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสุดท้ายที่นึกถึง เพราะคิดว่าการออกกำลังกายจะทำให้รู้สึกเหนื่อยมากกว่าเดิม แต่แท้จริงแล้วคุณอาจรู้สึกดีขึ้น ถ้าได้ออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกาย ทำให้หายใจลึกขึ้น และทำให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้ดีขึ้น ซึ่งคุณจะรู้สึกสบายในตอนที่ออกกำลังกาย และหลังออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม ถ้าเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย คุณอาจจะรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าที่จะออกกำลังกายได้ แต่หลังจากที่คุณออกกำลังกายเสร็จ อาจทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม

 

  • บันทึกการออกกำลังกาย
    การจดบันทึกเป็นสิ่งสำคัญ โดยอาจจดบันทึกเวลาที่ออกกำลังกายในแต่ละวัน หรือจำนวนครั้งที่คุณทำได้ รวมถึงระยะทางในการวิ่ง หรือจดบันทึกน้ำหนักตัวของคุณก็ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นผลงาน ที่เป็นกำลังใจให้คุณรู้สึกอยากออกกำลังกายเป็นประจำต่อไป

 

  • ให้รางวัลตนเอง
    ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า การเปลี่ยนแปลงนิสัยของตัวเองเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ซึ่งการได้รับรางวัลอาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำและทำจนกลายเป็นนิสัยได้ ดังนั้นการที่คุณตั้งเป้าหมายอะไรก็ตาม และสามารถบรรลุเป้าหมายหรือทำให้เป็นจริงได้ แล้วให้รางวัลตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ควรระวังรางวัลจำพวก อาหาร เพราะอาหารที่คุณให้เป็นรางวัลตัวเองนั้นอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้

bookmark_borderเล่นมือถือนานระหว่างนั่งส้วม เสี่ยงอะไรบ้าง

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนจึงมีพฤติกรรมติดมือถือมากขึ้น กระทั่งเวลาเข้าห้องน้ำหรือนั่งส้วม ก็ต้องพกมือถือเข้าไป และใช้เวลานานมากกับการเข้าห้องน้ำในแต่ละครั้ง เพราะมัวแต่เล่นมือถืออยู่นั่นเอง พฤติกรรมนี้เป็นกันทุกเพศ แต่จะพบในผู้หญิงมากกว่า ซึ่งรู้หรือไม่ว่าการนั่งส้วมนานๆ เนื่องจากเล่นมือถือนั้น เสี่ยงทำให้เกิดโรคได้

เพราะว่าภายในห้องน้ำมีเชื้อโรคอยู่แล้ว ยิ่งในห้องน้ำสาธารณะที่มีผู้คนเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก ดังนั้นจึงควรทำธุระส่วนตัวของตนเองให้เรียบร้อย โดยเฉพาะในกรณีที่ถ่ายหนัก ก็ควรจะตั้งใจขับถ่ายให้เสร็จ ส่วนโรคที่เสี่ยงจะเกิดขึ้น หากคุณเป็นคนที่มีพฤติกรรม ชอบนั่งแช่เล่นมือถือในห้องน้ำ มีอะไรบ้างไปดูกัน

ท้องผูก
โดยปกติหากมีอาการท้องผูก ก็มักจะใช้เวลาในการเบ่งอุจจาระนานอยู่แล้ว ดังนั้นจึงแนะนำว่าถ้าหมดอาการปวดแล้ว ก็ควรออกจากห้องน้ำ เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถท่าทางเสียก่อน ไม่ควรจะนั่งแช่ ไว้รู้สึกปวดใหม่ก็ค่อยมาเข้าห้องน้ำอีกรอบ ส่วนคนที่ไม่ได้มีอาการท้องผูก แล้วเอามือถือเข้าไปเล่นในห้องน้ำด้วย ทำให้ไปจดจ่ออยู่กับมือถือมากเกิน จนไม่ได้สนใจการเบ่งหรือขับถ่าย และอาการปวดก็หายไป กว่าจะปวดอีกบางทีอาจจะข้ามคืนเลยก็ได้ ฉะนั้นการเล่นมือถือตอนนั่งส้วม สามารถทำให้เสียสมาธิในการเบ่งถ่าย และนำไปสู่อาการท้องผูกได้

ท้องร่วง
โรคท้องร่วงที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกี่ยวกับการนั่งนาน แต่เมื่อเราเอามือถือเข้าไปในห้องน้ำด้วย และมือก็ไปสัมผัสกับเชื้อโรคต่างๆ แล้วก็มาจับมือถือ หลังจากเสร็จธุระแน่นอนว่าเราต้องล้างมือ แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้ล้างมือถือด้วย ทำให้ตัวมือถือกลายเป็นพาหะนำเชื้อโรคได้ ดังนั้นเมื่อเราจับมือถือแล้วไปหยิบจับของกินเข้าปาก ก็อาจมีโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย จนทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้นั่นเอง

เหน็บชา หน้ามืด
ไม่ว่าส้วมที่นั่งจะเป็นแบบนั่งยอง หรือชักโครก หากนั่งนานๆ เมื่อไหร่และไม่ได้ขยับเปลี่ยนอิริยาบถเลย แน่นอนว่าจะต้องเกิดอาการเหน็บชาตามมา โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ส่วนอาการหน้ามืด ก็เป็นผลมาจากการก้มเล่นมือถือ และนั่งส้วมเป็นเวลานาน พอจะลุกขึ้นหรือปรับเปลี่ยนท่า จึงทำให้มีอาการรู้สึกมึนงง โซเซ และวิงเวียน

ริดสีดวงทวารหนัก
ในการนั่งหย่อนก้นนานๆ จะทำให้มีเลือดไปคั่งอยู่ที่บริเวณหูรูดทวารหนัก บวกกับเบ่งอุจจาระก็จะทำให้มีเลือดไปคั่งมากขึ้น ดังนั้นหากกระทำซ้ำๆ ด้วยการนั่งแช่ เบ่งอุจจาระนาน และมีปัจจัยร่วมจากผู้ที่มีอาการท้องผูกด้วย ก็อาจทำให้เกิดริดสีดวงได้เช่นกัน

การเข้าห้องน้ำนั่งส้วม ไม่ควรนั่งนานเกิน 10-15 นาทีในกรณีถ่ายหนัก ส่วนกรณีปัสสาวะก็ควรทำธุระให้เสร็จเรียบร้อย และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำ ไม่ควรพกมือถือเข้าไปเล่นห้องน้ำ เพราะจะทำให้เสียสมาธิในการเบ่งถ่าย และเป็นการเสียมารยาทด้วยหากคุณใช้บริการห้องน้ำสาธารณะ ที่มีคนต่อคิวใช้อีกเป็นจำนวนมาก

bookmark_borderทำความรู้จักกับ “คลองรากฟัน”

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าต้องรักษาคลองรากฟัน

ฟันที่ต้องได้รับการรักษารากฟัน อาจมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • ฟันผุหรือสึกจนทะลุโพรงประสาทฟัน มักเริ่มจากมีอาการเสียวฟันมากเวลาดื่มของร้อนหรือเย็น หรือเมื่อทานอาหารหวาน ๆ และอาจรู้สึกเจ็บเวลาเคี้ยวอาหาร ต่อมาอาการปวดอาจเกิดขึ้นมาได้เอง ปวด ๆ หาย ๆ หรือมีอาการปวดรุนแรงจนนอนไม่หลับ ทำให้ตื่นมาเนื่องจากปวดฟันมาก หากการอักเสบติดเชื้อลุกลาม อาจทำให้มีอาการปวดบวมเหงือกหรือบริเวณใบหน้าได้
  • ฟันแตกลึกถึงโพรงประสาทฟัน มักเกิดจากการเคี้ยวอาหารแข็งหรือกัดโดนของแข็ง มักมีอาการปวดหรือเสียวฟันมากเวลาเคี้ยว
  • ฟันตายเนื่องจากได้รับแรงกระแทกจากอุบัติเหตุ อาจพบว่าฟันเปลี่ยนสี มีสีคล้ำ หรือมีอาการเหงือกบวม มีตุ่มหนอง เป็น ๆ หาย ๆ
  • ฟันที่มีการสูญเสียเนื้อฟันไปมากจนไม่สามารถบูรณะฟันด้วยการอุดฟันหรือทำครอบฟันได้ จำเป็นต้องรักษาคลองรากฟันและใส่เดือยฟันเพื่อให้ครอบฟันหรือวัสดุบูรณะฟันสามารถยึดติดอยู่ได้

วิธีการรักษาคลองรากฟัน

การรักษาคลองรากฟัน เป็นการกำจัดเนื้อเยื่อในโพรงฟันตามด้วยการทำความสะอาดภายในคลองรากฟัน เพื่อให้ปราศเชื้อและอุดคลองรากฟันเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

ขั้นตอนการรักษา เริ่มจากการใส่ยาชา ใส่แผ่นยางกันน้ำลาย จากนั้นจึงกรอฟันเพื่อเปิดทางเข้าสู่โพรงประสาทฟัน กำจัดเนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อออกร่วมกับการล้างคลองรากฟัน และใส่ยาฆ่าเชื้อในคลองรากฟัน เมื่อฟันมีอาการปกติแล้วจะทำการอุดคลองรากฟัน หลังจากนั้นจึงจะทำการบูรณะตัวฟันให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

การรักษาคลองรากฟัน โดยปกติจะใช้เวลาการรักษาประมาณ 1-3 ครั้งขึ้นอยู่กับความยากง่ายและระดับความรุนแรงของการติดเชื้อในฟันแต่ละซี่ หลังการรักษาในแต่ละครั้งอาจพบอาการปวดได้บ้างใน 1-3 วันแรก สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้